นางสาว รุ่งนภา กิติยวงษ์
วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
หน่วยที่ 8 การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (Search Engine)
ประเภทของการค้นหาข้อมูล
การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภท คือ
Search Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า "Robot" ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการ
Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมาวหมู่
การค้นหาข้อมูลตามหมาวหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามข้อมูลที่คล้ายกัน
Metasearch การค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล
เป็นลักษณะของการค้นหาข้อมูลจากหลายๆ Search Engine ในเวลาเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่เป็น Mctasearch จะไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง
การค้นหาโดยใช้ Search Engine
การใช้วิธีการค้นหาข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งรูปแบบในการค้นหาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา หรือที่เรียกว่า "คีย์เวิร์ด" (Keyword)
2. การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเรกทอรี (Directories)
การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา
วิธีการค้นหาข้อมูลในลักษณะนี้ก็คือ การระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือที่เรียกว่า "คีย์เวิร์ด" (Keyword) โดยในเว็บไวต์ต่างๆ
วิธีการค้นหาข้อมูลแบบระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือคีย์เวิร์ด
1.พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น www.google.co.th
2.กรอกคำที่ต้องการค้นหาในช่องที่เว็บไซต์ได้กำหนดไว้
3.เว็บไซต์จะค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีคำที่เหมือนกับคำที่เราได้กรอกไว้ในช่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล
4.คลิกเลือกเว็บไซต์ที่ต้องการ เข้าไปค้นหารายละเอียดของข้อมูลต่อไป ดังตัวอย่าง เมื่อคลิกเลือกการศึกษา Education แล้วจะแสดงเว็บไซต์ของหัวของเรื่องดังกล่าวออกมา
การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเร็กทอรี (Directories)
การให้บริิการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้เปรียบเสมือนเราเปิดเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของหนังสือไว้แล้ว และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่ของหนังสือที่ต้องการ ซึ่งภายในหมวดใหญ่นั้นๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อยๆเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแบ่งประเภทของข้อมูลให้ชัดเจนยิ่งขี้น
วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบไดเร็กทอรี่ สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
1.พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น www.sanook.com
2.เลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล เช่น การศึกษา
3.เมื่อคลิกที่หัวข้อเรื่องย่อยที่ต้องการ เช่น สถาบันอุดมศึกษา
4.จะปรากฏหัวข้อเรื่องย่อยของสถาบันอุดมศึกษา
5.นอกจากแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยของข้อมูลแล้วก็ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ต่างๆ
เทคนิคในการค้นคว่าข้อมูล
1.การใช้ภาษา การค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งรูปแบบของภาษาไทยนั้นจะเป็นการเขียนประโยคที่ต่อเนื่อง เช่น ขนมไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย สมุนไพรไทย เป็นต้น
2.ควรบีบประเด็นให้แคบลง หรือใช้คำให้ชัดเจน ตรงประเด็นที่ต้องการผลลัพธ์ให้มากที่สุด เพราะข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมาย ถ้าเราสามารถระบุคำที่ชัดเจนและตรงประเด็นแล้ว จะเ็ป็นการกรองข้อมูลให้กับเราได้
3.การใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน คำในภาษาอังกฤษมีหลายๆคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น World และ earth แปลว่า "โลก"ถ้าต้องการหาำคำว่า world แล้วผลลัพธ์ที่ได้ไม่สามารถหาข้อมูลของคำนี้ได้ เราควรลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน
4.การใช้โอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน เมื่อต้องการเจาะจงในการค้นหา้ข้อมูล ก็สามารถที่จะนำโอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน มาเป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูลได้ เืพื่อให้สามารถหาข้อมูลได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด โอเปอเรเตอร์ที่ใช้ คือ AND, OR, AND NOT และเครื่องหมาย +,-
AND "และ" เช่น computer and design ผลลัพธ์ที่ได้จะได้ข้อมูลที่ต้องมีทั้งคำว่า "computer" และ "design" อยู่ด้วยกันเท่านั้น
OR "หรือ" การใช้คำว่า OR ถ้ามีคำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียวก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดงให้ เช่น computer or design คือ จะมีแต่คำว่า "computer" หรือ มีแต่คำว่า "design" หรือมีทั้งคำว่า "computer" และ "design" ก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง การใช้คำว่า OR ช่วยในการค้นหาข้อมูลนั้นทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีเขตกว้างมาก
AND NOT หรือ NOT เช่น computer and not design หมายความว่า "ให้ค้นหา ข้อมูล ที่มีคำว่า computer แต่ต้องไม่มีคำว่า design มาด้วย" ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อใช้ข้อความนี้ในการค้นหาข้อมูลก็จะแสดงข้อมูลเฉพาะที่มีแต่คำว่าคอมพิวเตอร์เท่านั้น ถ้าข้อมูลใดมีคำว่า "design" อยู่ด้วยจะไม่ดึงเอาข้อมูลนั้นมาแสดง
เครื่องหมาย + หมายความว่า คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องมีคำนั้นอยู่ในเว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า AND
เครื่องหมาย - หมายความว่า คำใดที่ตามหลงเครื่องหมายนั้นจะต้องไม่มีคำนั้นอยู่ใน เว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า NOT
เช่น + computer - design ข้อมูลที่จะแสดงออกมาจะต้องมีคำว่า computer แต่ไม่มีคำว่า design
การค้นหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ 3 ประเภท คือ
Search Engine การค้นหาข้อมูลด้วยคำที่เจาะจง
Search Engine เป็นเว็บไซต์ที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมช่วยในการค้นหาที่เรียกว่า "Robot" ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ในฐานข้อมูลซึ่งการค้นหาข้อมูลรูปแบบนี้จะช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการ
Search Directories การค้นหาข้อมูลตามหมาวหมู่
การค้นหาข้อมูลตามหมาวหมู่โดยมีเว็บไซต์ที่เป็นตัวกลางในการรวบรวมข้อมูลในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยจัดข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกข้อมูลตามที่ต้องการได้โดยการจัดหมวดหมู่ของข้อมูลจะจัดตามข้อมูลที่คล้ายกัน
Metasearch การค้นหาข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูล
เป็นลักษณะของการค้นหาข้อมูลจากหลายๆ Search Engine ในเวลาเดียวกัน เพราะเว็บไซต์ที่เป็น Mctasearch จะไม่มีฐานข้อมูลของตนเอง
การค้นหาโดยใช้ Search Engine
การใช้วิธีการค้นหาข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งรูปแบบในการค้นหาออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
1. การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา หรือที่เรียกว่า "คีย์เวิร์ด" (Keyword)
2. การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเรกทอรี (Directories)
การระบุคำเพื่อใช้ในการค้นหา
วิธีการค้นหาข้อมูลในลักษณะนี้ก็คือ การระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือที่เรียกว่า "คีย์เวิร์ด" (Keyword) โดยในเว็บไวต์ต่างๆ
วิธีการค้นหาข้อมูลแบบระบุคำที่ต้องการค้นหา หรือคีย์เวิร์ด
1.พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น www.google.co.th
2.กรอกคำที่ต้องการค้นหาในช่องที่เว็บไซต์ได้กำหนดไว้
3.เว็บไซต์จะค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีคำที่เหมือนกับคำที่เราได้กรอกไว้ในช่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล
4.คลิกเลือกเว็บไซต์ที่ต้องการ เข้าไปค้นหารายละเอียดของข้อมูลต่อไป ดังตัวอย่าง เมื่อคลิกเลือกการศึกษา Education แล้วจะแสดงเว็บไซต์ของหัวของเรื่องดังกล่าวออกมา
การค้นหาจากหมวดหมู่ หรือไดเร็กทอรี (Directories)
การให้บริิการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้เปรียบเสมือนเราเปิดเข้าไปในห้องสมุด ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของหนังสือไว้แล้ว และเราก็ได้เดินไปยังหมวดหมู่ของหนังสือที่ต้องการ ซึ่งภายในหมวดใหญ่นั้นๆ ยังประกอบด้วยหมวดหมู่ย่อยๆเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือแบ่งประเภทของข้อมูลให้ชัดเจนยิ่งขี้น
วิธีปฏิบัติในการค้นหาข้อมูลแบบไดเร็กทอรี่ สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ คือ
1.พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เป็น Search Engine ในช่อง Address เช่น www.sanook.com
2.เลือกหัวข้อเรื่องที่ต้องการค้นหาข้อมูล เช่น การศึกษา
3.เมื่อคลิกที่หัวข้อเรื่องย่อยที่ต้องการ เช่น สถาบันอุดมศึกษา
4.จะปรากฏหัวข้อเรื่องย่อยของสถาบันอุดมศึกษา
5.นอกจากแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยของข้อมูลแล้วก็ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ต่างๆ
เทคนิคในการค้นคว่าข้อมูล
1.การใช้ภาษา การค้นหาข้อมูลแบบคีย์เวิร์ด สามารถค้นหาได้ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ซึ่งรูปแบบของภาษาไทยนั้นจะเป็นการเขียนประโยคที่ต่อเนื่อง เช่น ขนมไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย สมุนไพรไทย เป็นต้น
2.ควรบีบประเด็นให้แคบลง หรือใช้คำให้ชัดเจน ตรงประเด็นที่ต้องการผลลัพธ์ให้มากที่สุด เพราะข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีอยู่มากมาย ถ้าเราสามารถระบุคำที่ชัดเจนและตรงประเด็นแล้ว จะเ็ป็นการกรองข้อมูลให้กับเราได้
3.การใช้คำที่มีความหมายเหมือนกัน คำในภาษาอังกฤษมีหลายๆคำที่มีความหมายเหมือนกัน เช่น World และ earth แปลว่า "โลก"ถ้าต้องการหาำคำว่า world แล้วผลลัพธ์ที่ได้ไม่สามารถหาข้อมูลของคำนี้ได้ เราควรลองเปลี่ยนเป็นคำอื่นที่มีความหมายเหมือนกัน
4.การใช้โอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน เมื่อต้องการเจาะจงในการค้นหา้ข้อมูล ก็สามารถที่จะนำโอเปอเรเตอร์ หรือบูลีน มาเป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูลได้ เืพื่อให้สามารถหาข้อมูลได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการมากที่สุด โอเปอเรเตอร์ที่ใช้ คือ AND, OR, AND NOT และเครื่องหมาย +,-
AND "และ" เช่น computer and design ผลลัพธ์ที่ได้จะได้ข้อมูลที่ต้องมีทั้งคำว่า "computer" และ "design" อยู่ด้วยกันเท่านั้น
OR "หรือ" การใช้คำว่า OR ถ้ามีคำใดคำหนึ่งเพียงคำเดียวก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดงให้ เช่น computer or design คือ จะมีแต่คำว่า "computer" หรือ มีแต่คำว่า "design" หรือมีทั้งคำว่า "computer" และ "design" ก็จะดึงข้อมูลนั้นมาแสดง การใช้คำว่า OR ช่วยในการค้นหาข้อมูลนั้นทำให้ข้อมูลที่ได้รับมีเขตกว้างมาก
AND NOT หรือ NOT เช่น computer and not design หมายความว่า "ให้ค้นหา ข้อมูล ที่มีคำว่า computer แต่ต้องไม่มีคำว่า design มาด้วย" ฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้เมื่อใช้ข้อความนี้ในการค้นหาข้อมูลก็จะแสดงข้อมูลเฉพาะที่มีแต่คำว่าคอมพิวเตอร์เท่านั้น ถ้าข้อมูลใดมีคำว่า "design" อยู่ด้วยจะไม่ดึงเอาข้อมูลนั้นมาแสดง
เครื่องหมาย + หมายความว่า คำใดที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะต้องมีคำนั้นอยู่ในเว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า AND
เครื่องหมาย - หมายความว่า คำใดที่ตามหลงเครื่องหมายนั้นจะต้องไม่มีคำนั้นอยู่ใน เว็บเพจนั้น เหมือนกับคำว่า NOT
เช่น + computer - design ข้อมูลที่จะแสดงออกมาจะต้องมีคำว่า computer แต่ไม่มีคำว่า design
วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556
หน่วยที่ 7 การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย (File TransFer Protocol : FTP)
ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต
ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
การดาวน์โหลด (Download)
การดาวน์โหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูล โปรแกรม หรือรูปภาพ จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
การอัพโหลด (Upload)
การอัพโหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ไปเก็บไว้ยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดแบ่งประเภทของโปรแกรมออกเป็น 4 ประเภท คือ
แชร์แวร์ (Shareware)
แชร์แวร์ (Shareware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งผู้ผลิตโปรแกรมจะให้เราดาวน์โหลดโปรแกรมนี้มาทดลองใช้ โดยจะกำหนดระยะเวลาในการใช้งาน เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากวันที่เราติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
เดโมแวร์ (Demoware)
เดโมแวร์ (Demoware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ แต่จุถูกจำกัดขอบเขตการใช้งาน
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beat Software)
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beat Software) บางครั้งอาจจะเรียกว่า โปรแกรมรุ่นอัลฟา (Alfa Software) ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบนี้ จะเป็นโปรแกรมรุ่นที่ยังสาร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
โปรแกรมฟรี (Freeware)
โปรแกรมฟรี (Freeware) บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีโปรแกรมมากมายที่ให้บริการฟรี ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ หรือบางเว็บไซต์ก็จะเป็นตัวกลางที่ช่วยรวบรวมโปรแกรมฟรีเหล่านี้มาไว้ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนของการดาวน์โหลด
สามารถจัดแบ่งรูปแบบของการดาวน์โหลดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ
การดาวน์โหลดประเภทไฟล์ข้อมูล
บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มีไฟล์ข้อมูลต่างๆ มากมาย โดยอาจจะถูกจัดเก็บไว้ในเว็ลไซต์ต่างๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพสามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์ชนิดรูปภาพบันทึกเป็น Backgroung บันทึกเป็นภาพ Desktop เป็นต้น
การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzup
บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นที่จะต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น
โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
1.Wizard จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน
2.Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการ
การติดตั้งโปรแกรม Winzip
1.เลือกสัญลักษณ์ของการติดตั้งโปรแกรมแล้วดับเบิ้ลคลิก
2.ปรากฏหน้าต่าง Winzip Setup เลือกคลิกที่ Setup เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม
3.แสดงสถานะของการขยายไฟล์ข้อมูล SETUP.WZ
4.กำหนด Drive และโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมเมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
6.แสดงสถานะกำลังติดตั้งโปรแกรม
7.เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้วจะปรากฏหน้าต่าง Setup Complete ให้คลิกที่ OK
8.แสดง Wizard ของโปรแกรม Winzip Setup คลิกที่ Next
9.แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกที่ Yes เืพื่อยอมรับในเงื่อนไข
10.คลิกที่ Next
11.กำหนดให้เลือกรูปแบบการใช้งานของโปรแกรม Winzup คือ แบบ Classic หรือ แบบ Wizard แล้วให้เลือก Next
12.คลิกที่ Next --- Finish
13.เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรม Winzip เรียบร้อยแล้ว จะมีสัญลักษณ์ของโปรแกรมอยู่ที่หน้าจอ Desktop เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม
การขยายไฟล์ข้อมูลด้วย Winzup
1.คลิกขวาที่ไฟล์ที่มีนาสกุล .zip
2.เลือกที่ Winzup --- Extract to ...: ให้ขยายไฟล์ไปไว้ยังตำแหน่งที่กำหนดให้
Extrace to here : ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ที่ได้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล Zip อยู่
Extract to folder...: ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ที่อยู่ขณะนี้ พร้อมทั้งสร้างโฟลเดอร์ย่อยในชื่อเดียวกับไฟล์ Zip
3.ให้กำหนด Drive และโฟลเดอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ได้ขยายไฟล์แล้ว
4.คลิกที่ Extract
5.จะปรากฏชื่อไฟล์ที่ได้ทำการขยายไฟล์ข้อมูลอยู๋ในตำแหน่งที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว
การบีบอัดไฟล์ข้อมูลด้วย Winzip
1.คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการจะทำการบีบอัดข้อมูล
2.เลืิอกที่ Winzip --- Add to Zip file...
3.คลิกที่ New
4.เลือก Drive และโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลที่ช่อง Save in : พร้อมทั้งตั้งชื่อไฟล์ Zip ที่ช่อง File name :
5.แสดงสถานะในขณะทำงานของโปรแกรม Winzip
6.แสดงรายละเอียดของไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้ทำการบีบอัดข้อมูล
7.เมื่อกลับไปดูที่ Drive และโฟลเดอร์ที่ได้กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล จะปรากฏไฟล์ Zip ที่ร้างใหม่
การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
การขอพื้นที่สร้างโฺฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด (Upload) โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที่
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
โปรแกรม WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด (Upload) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1.คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2.เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3.คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4.แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept ... เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
5.การกำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6.กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7.แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8.แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9.คลิกที่ Finist เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อนใช้งานในโปรแกรมโดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1.ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2.ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับการกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย (Server) เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย
3.ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อให้กำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เรา้ต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้
4.User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ไว้กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ
5.Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของกานติดต่อให้เลืิอก FTP
6.Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย
ลักษณะของการโอนย้ายข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ
การดาวน์โหลด (Download)
การดาวน์โหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูล โปรแกรม หรือรูปภาพ จากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
การอัพโหลด (Upload)
การอัพโหลด คือ การนำเอาไฟล์ข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ไปเก็บไว้ยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ประเภทของโปรแกรมที่ดาวน์โหลด
ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถที่จะดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตมาใช้งาน ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้สามารถจัดแบ่งประเภทของโปรแกรมออกเป็น 4 ประเภท คือ
แชร์แวร์ (Shareware)
แชร์แวร์ (Shareware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ ซึ่งผู้ผลิตโปรแกรมจะให้เราดาวน์โหลดโปรแกรมนี้มาทดลองใช้ โดยจะกำหนดระยะเวลาในการใช้งาน เช่น 30 วัน หรือ 60 วัน นับจากวันที่เราติดตั้งโปรแกรมเพื่อใช้งานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
เดโมแวร์ (Demoware)
เดโมแวร์ (Demoware) คือ โปรแกรมรุ่นทดลองใช้ มีลักษณะคล้ายกับโปรแกรมประเภทแชร์แวร์ แต่จุถูกจำกัดขอบเขตการใช้งาน
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beat Software)
โปรแกรมรุ่นเบต้า (Beat Software) บางครั้งอาจจะเรียกว่า โปรแกรมรุ่นอัลฟา (Alfa Software) ซึ่งโปรแกรมในรูปแบบนี้ จะเป็นโปรแกรมรุ่นที่ยังสาร้างไม่เสร็จสมบูรณ์
โปรแกรมฟรี (Freeware)
โปรแกรมฟรี (Freeware) บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีโปรแกรมมากมายที่ให้บริการฟรี ซึ่งสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ หรือบางเว็บไซต์ก็จะเป็นตัวกลางที่ช่วยรวบรวมโปรแกรมฟรีเหล่านี้มาไว้ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนของการดาวน์โหลด
สามารถจัดแบ่งรูปแบบของการดาวน์โหลดข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท คือ
การดาวน์โหลดประเภทไฟล์ข้อมูล
บนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มีไฟล์ข้อมูลต่างๆ มากมาย โดยอาจจะถูกจัดเก็บไว้ในเว็ลไซต์ต่างๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลเหล่านั้น
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพ
การดาวน์โหลดประเภทรูปภาพสามารถทำได้หลายกรณี เช่น บันทึกเป็นไฟล์ชนิดรูปภาพบันทึกเป็น Backgroung บันทึกเป็นภาพ Desktop เป็นต้น
การจัดการข้อมูลด้วยโปรแกรม Winzup
บางครั้งไฟล์หรือโปรแกรมต่างๆ ที่เปิดให้ดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ตนั้นมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นที่จะต้องบีบอัดข้อมูลให้มีขนาดเล็กก่อน เพื่อที่จะทำให้การดาวน์โหลดทำได้รวดเร็วขึ้น
โปรแกรม Winzip จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 แบบ คือ
1.Wizard จะช่วยอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับขั้นตอนในการทำงาน
2.Classic แบบนี้ผู้ใช้โปรแกรมจะเป็นคนกำหนดทั้งหมดตามความต้องการ
การติดตั้งโปรแกรม Winzip
1.เลือกสัญลักษณ์ของการติดตั้งโปรแกรมแล้วดับเบิ้ลคลิก
2.ปรากฏหน้าต่าง Winzip Setup เลือกคลิกที่ Setup เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม
3.แสดงสถานะของการขยายไฟล์ข้อมูล SETUP.WZ
4.กำหนด Drive และโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมเมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
6.แสดงสถานะกำลังติดตั้งโปรแกรม
7.เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรมเรียบร้อยแล้วจะปรากฏหน้าต่าง Setup Complete ให้คลิกที่ OK
8.แสดง Wizard ของโปรแกรม Winzip Setup คลิกที่ Next
9.แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกที่ Yes เืพื่อยอมรับในเงื่อนไข
10.คลิกที่ Next
11.กำหนดให้เลือกรูปแบบการใช้งานของโปรแกรม Winzup คือ แบบ Classic หรือ แบบ Wizard แล้วให้เลือก Next
12.คลิกที่ Next --- Finish
13.เมื่อได้ติดตั้งโปรแกรม Winzip เรียบร้อยแล้ว จะมีสัญลักษณ์ของโปรแกรมอยู่ที่หน้าจอ Desktop เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถดับเบิ้ลคลิกที่สัญลักษณ์ของโปรแกรม
การขยายไฟล์ข้อมูลด้วย Winzup
1.คลิกขวาที่ไฟล์ที่มีนาสกุล .zip
2.เลือกที่ Winzup --- Extract to ...: ให้ขยายไฟล์ไปไว้ยังตำแหน่งที่กำหนดให้
Extrace to here : ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ที่ได้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล Zip อยู่
Extract to folder...: ให้ขยายไฟล์ไปไว้ที่โฟลเดอร์ที่อยู่ขณะนี้ พร้อมทั้งสร้างโฟลเดอร์ย่อยในชื่อเดียวกับไฟล์ Zip
3.ให้กำหนด Drive และโฟลเดอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ได้ขยายไฟล์แล้ว
4.คลิกที่ Extract
5.จะปรากฏชื่อไฟล์ที่ได้ทำการขยายไฟล์ข้อมูลอยู๋ในตำแหน่งที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว
การบีบอัดไฟล์ข้อมูลด้วย Winzip
1.คลิกขวาที่ไฟล์ หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการจะทำการบีบอัดข้อมูล
2.เลืิอกที่ Winzip --- Add to Zip file...
3.คลิกที่ New
4.เลือก Drive และโฟลเดอร์ที่ต้องการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลที่ช่อง Save in : พร้อมทั้งตั้งชื่อไฟล์ Zip ที่ช่อง File name :
5.แสดงสถานะในขณะทำงานของโปรแกรม Winzip
6.แสดงรายละเอียดของไฟล์ข้อมูลทั้งหมดที่ได้ทำการบีบอัดข้อมูล
7.เมื่อกลับไปดูที่ Drive และโฟลเดอร์ที่ได้กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ข้อมูล จะปรากฏไฟล์ Zip ที่ร้างใหม่
การขอพื้นที่สร้างโฮมเพจ
การขอพื้นที่สร้างโฺฮมเพจ สามารถขอได้จากเว็บไซต์หลากหลายที่ให้บริการ ซึ่งเมื่อได้สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์เพื่อสร้างโฮมเพจแล้ว จะได้รับพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล และเมื่อเราได้สร้างโฮมเพจของเราเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สามารถที่จะทำการอัพโหลด (Upload) โฮมเพจไปไว้ยังเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที่
การโอนย้ายข้อมูลด้วยโปรแกรม WS-FTP
โปรแกรม WS-FTP จะช่วยให้เราสามารถอัพโหลด (Upload) ข้อมูลไปยังระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
การติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
1.คลิกเลือกเพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม WS-FTP
2.เตรียมการติดตั้งโปรแกรม
3.คลิก Next เพื่อเริ่มติดตั้งโปรแกรม
4.แสดงหน้าต่างของข้อตกลงสำหรับการติดตั้งโปรแกรม ให้คลิกเลือก I accept ... เพื่อยอมรับในเงื่อนไข และคลิกที่ Next
5.การกำหนดตำแหน่งในการจัดเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
6.กำหนดชื่อของโฟลเดอร์ที่จะเก็บโปรแกรมให้คลิกที่ Next
7.แสดงหน้าต่าง Start Copying Files คลิกที่ Next
8.แสดงสถานะของการติดตั้งโปรแกรม
9.คลิกที่ Finist เมื่อสิ้นสุดการติดตั้งโปรแกรม
การใช้งานโปรแกรม WS-FTP
เมื่อติดตั้งโปรแกรม WS-FTP เรียบร้อยแล้ว จะต้องกำหนดค่าเพื่อนใช้งานในโปรแกรมโดยสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังต่อไปนี้
1.ปรากฏหน้าจอ Welcome คลิกที่ Next
2.ปรากฏหน้าจอ Site Name สำหรับการกำหนดชื่อของ Site เพื่อไว้จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่อัพโหลดไปยังเครื่องแม่ข่าย (Server) เช่นเดียวกับการกำหนดโฟลเดอร์ไว้ที่เครื่องแม่ข่าย
3.ขั้นต่อมาจะปรากฏหน้าจอ Server Address เพื่อให้กำหนดหมายเลข IP Address ของเครื่องแม่ข่ายที่เรา้ต้องการจะนำข้อมูลไปอัพโหลดไว้
4.User Name และ Password จะต้องถูกกำหนดเมื่อเราได้ขอพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลของเว็บไซต์ไว้กับเว็บไซต์ที่ให้บริการ
5.Connection Type จะต้องกำหนดรูปแบบของกานติดต่อให้เลืิอก FTP
6.Finish จะแสดงรายละเอียดสำหรับการติดต่อกับเครื่องแม่ข่าย
วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556
หน่วนที่ 6 จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)
อีเมล (E-mail) หรือ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail) เป็นอีกรูปแบบของการบริการที่นิมมากรองมาจากเวิลด์ ไวต์ เว็บ ในอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะแตกต่างจากากรส่งจดหมายทางไปรษณีย์คือ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สะดวก รวดเร็ว การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถส่งได้ทั้งข้อความ รูปภาพ เสียง ไฟล์วิดีโอ แม้กระทั่งการส่งการ์ดในโอกาสต่างๆ
การรับส่งอีเมลผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ
1.เมลเซิร์ฟเวอร์ (Mail Server)
2.เมลไคลเอนท์ (Mail Client)
3.โปรโตคอลสำหรับรับส่งเมล
โปรโตคอลสำหรับรับส่งอีเมล
โปรโตคอลที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลด้านอีเมลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย
SMIP
SMTP (Simple Message Transfer Protocol) ทำหน้าที่ ส่งอีเมลจากเมลเซิร์ฟเวอร์ของผู้ส่งไปยังเมลเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับ
POP
กระบวนการส่งเมลจะสิ้นสุดเมื่อผู้ส่งสั่งให้เมลไคลเอนท์ส่งข้อมูลไปถึงเมลเซิร์ฟเวอร์ของผู้รับและอีเมลนั้นจะุุถูกจัดเก็บไว้ในเมลบ็อกซ์ของผู้รับที่เครื่องเมลเซิร์ฟเวอร์
PPP (Post Office Protocol) คือ โปรโตคอลที่ใช้สำหรับอ่านเมลในเมลบ็อกซ์ ซึ่งปัจจุบันใช้ POP เวอร์ชั่น 3 (POP3) การทำงานเริ่มจากไคลเอนท์สร้างการเชื่อมต่อแบบ TCP กับเมลเซอร์ฟเวอร์ ซึ่งในระหว่างการเชื่อมต่อจะมีขั้นตอนในการเชื่อต่อยู่ 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เมื่อไคลเอนท์สร้างการเชื่อต่อกับเซิร์ฟเวอร์
ระยะที่ 2 เป็นระยะของการดาวน์โหลดอีเมลจากเครื่องเมลเซิร์ฟเวอร์ระยะนี้ไคลเอนท์ผู้ใช้ต้องการ
ระยะที่ 3 เป็นระยะสุดท้ายในการสิ้นสุดการเชื่อมต่อ
IMAP
IMAP (Internet Message Access Protocol) คือ โปรโตคอลที่ใช้ในการจัดการเมลบ็อกซ์ซึ่งนำมาใช้แก้ปัญหาของ POP3 โดยโปรโตคอล IMAP จะอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถจัดการเมลบ็อกซ์ที่เซิร์ฟเวอร์ได้
ในการเชื่อต่อแต่ละครั้งของโปรโตคอล IMAP เซิร์ฟเวอร์จะมีอยู่ 4 สถานะ ได้แก่
1.Non-Authenticated State
2.Authenticated State
3.Selected State
4.Logout State
ประเภทของอีเมล
อีเมลได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการสื่อสารของโลกยุคปัจจุบัน สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพราะสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว ดังนั้น การให้บริการอีเมลจึงมีหลายรูปแบบ ดังนี้
1.อีเมลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
2.อีเมลจากองค์กร
3.อีเมลฟรี
ขั้นตอนการขอใช้บริการอีเมล
มีเว็บไซต์หลายๆ เว็บไซต์ที่เปิดบริการเมลเซิร์ฟเวอร์ เพื่อให้บริการด้านอีเมลแก่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นอีเมลฟรี โดยให้ผู้ใช้เลือกใช้บริการได้ แต่ละคนสามารถที่จะมีอีเมลแอดเดรสของตนเองได้เกินกว่า 1 อีเมลแอดเดรส
การเขียนและการส่งจดหมาย
ขั้นตอนการเขียนและการส่งจดหมายสามารถทำได้ ดังต่อไปนี้
1.ทำการ Log in เพื่อเปิดเมลบ็อกซ์ขึ้นมาใช้งาน
2.Sign in คลิกที่ Sign in เพื่อทำการตรวจสอบ Yagoo! ID และ Password เมื่อถูกต้องแล้วจึงสามารถเข้าไปใช้งานภายใน Yahoo!Mail ๆก้
3.หลังจากตรวจสอบ Yahoo! ID และ Password ถูกต้องแล้วจะปรากฏหน้าจอ
4.ถ้าต้องการตรวจสอบจดหมายที่เข้ามาในเมลบ็อกซ์ ให้คลิกที่ Check Mail
5.ถ้าต้องการที่จะเขียนจดหมายให้คลิกที่ Compose
องค์ประกอบของจดหมายจะประกอบด้วย 3 ส่วนดังต่อไปนี้
1.To : อีเมลแอดเดรสของผู้รับจดหมาย
2.Subject : หัวเรื่องของจดหมาย
3.Attach Files : การแนบไฟล์ชนิดต่างๆไปกับจดหมาย
ส่วนที่ใช้สำหรับการเขียนจดหมาย
จะคล้ายกับกระดาษเปล่า แต่จะสามารถเลือกรูปแบบของการเขียนจดหมายได้หลากหลายมากกว่าการเขียนจดหมายลงบนกระดาษเปล่าทั่วไป ซึ่งจะช่วยทำให้จดหมายดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
คำสั่งสำหรับการส่งจดหมาย
ส่วนที่ 1 คำสั่งที่ใช้สำหรับการส่งจดหมาย
Send คำสั่งเพื่อให้เมลไคลเอนท์ทำการส่งจดหมาย
Save as draft บันทึกจดหมายเป็นสำเนาเก็บไว้เพื่อสามารถตรวจสอบจดหมายภายหลังได้
Cancel ยกเลิกการส่งจดหมาย
ส่วนที่ 2 Use my signature
เปรียบเสมือนกับการเขียนจดหมายด้วยกระดาษพร้อมทั้งเซ็นลายมือชื่อกำกับไปในจดหมายด้วย เพื่อป้องกันการปลอมแปลงจดหมาย
องค์ประกอบภายในกล่องจดหมาย
เมนูหลัก ประกอบด้วย 4 เมนู ดังต่อไปนี้
1.Inbox : กล่องจดหมายเข้า
2.Sent : กล่องจดหมายออก
3.Draft : กล่องเก็บสำเนาจดหมาย
4.Trash : ถังขยะ
Addresses
Addresses คือ การบันทึกอีเมลแอดเดรสของบุคคลต่างๆไว้ในเมลบ็อกซ์เช่นเดียวกับการบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของเพื่อนไว้ในเครื่องมือถือ เพื่อสะดวกในการสื่อสารกันในครั้งต่อไป ซึ่งเราจะไม่ต้องพิมพ์อีเมลแอดเดรสของบุคคลคนนั้นอีก เพียงแต่เปิดเมนูแอดเดรสขึ้นมาแล้วจะสามารถเลือกที่อยุ่ของบุคคลที่ต้องการเขียนจดหมายไปถึงได้ทันที
Calendar
Calendar คือ ปฏิทินสำหรับการบันทึกตารางการปฏิบัิติงาน โดยจัดแบ่งเป็นวัน สัปดาห์ เดือน ปี และเรียงตามเหตุการณ์ เพื่อช่วยให้สะดวกในการค้นหา
Notepad
Notepad เปรียบเสมือนสมุดบันทึกช่วยจำ โดยให้พิมพ์ข้อความต่างๆ ที่ต้องการบันทึกเก็บไว้ในโฟลเดอร์ และเราสามารถที่จะเปิดออกมาอ่านเมื่อใดก็ได้
การอ่านจดหมาย
ภายในกล่องจดหมายเข้า (Inbox) จะแสดงจดหมายที่อยู๋ภายในกล่องเก็บจดหมายนี้ เมื่อเราคลิกเลือกที่ Inbox หรือ Check Mail จะปรากฏรายการของจดหมายที่มีอยู่ ถ้าเราต้องการที่จะอ่านจดหมายฉบับใด ให้คลิกเลือกที่ตัวจดหมายนั้น แล้วจะแสดงรายละเอียดของเนื้อหาในจดหมายพร้อมทั้งจะมีหัวจดหมายเืพ่อให้เราทราบถึงที่มาของจดหมาย
การตอบจดหมายกลับ
เมื่ออ่านจดหมายแล้วต้องการที่จะส่งจดหมายเพื่อตอบกลับไปยังผู้ส่ง สามารถคลิกเลือก Reply เราจะไม่ต้องพิมพ์ชื่อผู้รับอีก เพราะอีเมลจะนำชื่อของผู้ส่ง (From) มาเป็นชื่อผู้รับ (To) พร้อมทั้งชื่อเรื่องก็จะเป็นชื่อเรื่องเดิม เพียงแต่่เพิ่ม Re: หน้าชื่อเรื่องของจดหมาย และจะนำเนื้อหาของจดหมายฉบับที่เราได้รับมาแสดงด้วย เป็นการทบทวนเรื่องราวของจดหมายก่อนที่จะทำการตอบจดหมายต่อไป
การส่งต่อจดหมาย
การส่งต่อจดหมาย หมายความว่า เมื่อเราส่งจดหมายฉบับนี้ไปยังบุคคลอื่นๆอีกคล้ายกับระบบจดหมายเวียนที่สามารถส่งต่อไปยังบุคคลอื่นๆได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียเวลาที่จะเขียนจดหมายที่ละฉบับเพื่อส่งให้แต่ละคน จะเป็นการช่วยลดเวลาในการเขียนจดหมายและยังสามารถทำเป็นสำเนาเพื่อส่งต่อไปยังบุคคลอื่นๆได้อีกด้วย
การลบจดหมาย
เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว และถ้าไม่ต้องการเก็บจดหมายฉบับนี้ไว้อ่านอีก เราก็จะทำการลบจดหมายฉบับนั้นทิ้ง เพราะการใช้งานในอีเมลนั้นเราจะได้รับเนื้อที่จากเมลเซิร์ฟเวอร์ในการเก็บจดหมายจำนวนจำกัด ขึ้นอยู๋กับแต่ละเมลเซิร์ฟเวอร์จะกำหนด
การกู้จดหมายกลับคืน
การกู้จดหมายกลับคืนสามารถทำได้ ดังต่อไปนี้
1.คลิกที่ Trash
2.คลิกเลือกจดหมายที่ต้องการกู้กลับคืน
3.คลิกที่ Move เพื่อกำหนดสถานที่ที่จะนำจดหมายจากถังขยะ (Trash) ไปเก็บไว้
4.แต่ถ้าต้องการลบจดหมายฉบับนี้ออกจากถังขยะ (Trash) ก็เพียงแต่คลิกเลือกจดหมายแล้วให้คลิกที่ Delete จะเป็นการลบจดหมายออกจากถังขยะ (Trash) ทันที
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)